เว็บบอร์ดภายในศาลจังหวัดสงขลา นะจ๊ะ (-_-)
ทั่วไป => Forex => ข้อความที่เริ่มโดย: admin ที่ 02/03/25
-
การเทรดตามกลยุทธ์ "Elliott Wave" เป็นวิธีการวิเคราะห์ตลาดที่อาศัยทฤษฎีคลื่นของ Ralph Nelson Elliott ซึ่งเชื่อว่าตลาดเคลื่อนไหวเป็นรูปแบบคลื่น (Wave) ที่สามารถคาดการณ์ได้ โดยคลื่นเหล่านี้ประกอบด้วยคลื่นกระแสหลัก (Impulse Waves) และคลื่นปรับตัว (Corrective Waves) ต่อไปนี้คือขั้นตอนการเทรดตามกลยุทธ์ Elliott Wave:
1. เข้าใจพื้นฐาน Elliott Wave
คลื่นกระแสหลัก (Impulse Waves): ประกอบด้วย 5 คลื่น (Wave 1-5) โดยคลื่น 1, 3, 5 เป็นคลื่นขึ้น ส่วนคลื่น 2 และ 4 เป็นคลื่นปรับตัวลง
คลื่นปรับตัว (Corrective Waves): ประกอบด้วย 3 คลื่น (Wave A, B, C) โดยคลื่น A และ C เป็นคลื่นลง ส่วนคลื่น B เป็นคลื่นขึ้น
2. ขั้นตอนการวิเคราะห์ Elliott Wave
ระบุคลื่น 1-5:
คลื่น 1: เริ่มต้นเทรนด์ใหม่ มักมีแรงซื้อหรือขายที่แข็งแกร่ง
คลื่น 2: ปรับตัวจากคลื่น 1 แต่ไม่ต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่น 1
คลื่น 3: คลื่นที่แข็งแกร่งที่สุด มักยาวที่สุดและมีปริมาณการซื้อขายสูง
คลื่น 4: ปรับตัวจากคลื่น 3 แต่ไม่ต่ำกว่าจุดสิ้นสุดของคลื่น 1
คลื่น 5: คลื่นสุดท้ายของเทรนด์ มักมีแรงซื้อหรือขายที่อ่อนลง
ระบุคลื่นปรับตัว A-B-C:
คลื่น A: เริ่มต้นการปรับตัวจากคลื่น 5
คลื่น B: ปรับตัวขึ้นจากคลื่น A
คลื่น C: คลื่นสุดท้ายของการปรับตัว มักยาวที่สุดและมีแรงขายหรือซื้อที่แข็งแกร่ง
3. กลยุทธ์การเทรดตาม Elliott Wave
เทรดตามคลื่นกระแสหลัก (Impulse Waves):
รอให้คลื่น 1 และคลื่น 2 เกิดขึ้น
เปิดออเดอร์ซื้อเมื่อคลื่น 3 เริ่มต้น และตั้ง Stop Loss (SL) ไว้ด้านหลังจุดสิ้นสุดของคลื่น 1
ตั้ง Take Profit (TP) ไว้ที่จุดสิ้นสุดของคลื่น 3 หรือคลื่น 5
เทรดตามคลื่นปรับตัว (Corrective Waves):
รอให้คลื่น A และคลื่น B เกิดขึ้น
เปิดออเดอร์ขายเมื่อคลื่น C เริ่มต้น และตั้ง Stop Loss (SL) ไว้ด้านหลังจุดสิ้นสุดของคลื่น B
ตั้ง Take Profit (TP) ไว้ที่จุดสิ้นสุดของคลื่น C
4. เครื่องมือช่วยวิเคราะห์
Fibonacci Retracement: ใช้เพื่อระบุจุดกลับตัวของคลื่น 2 และคลื่น 4
Moving Average: ใช้เพื่อยืนยันทิศทางของเทรนด์
Volume: ใช้เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของคลื่น 3
5. การจัดการความเสี่ยง
กำหนด Risk-Reward Ratio อย่างน้อย 1:2
ใช้ Stop Loss ทุกครั้งเพื่อป้องกันการขาดทุนใหญ่
ไม่เทรดเกิน 2-3% ของทุนต่อออเดอร์
6. ตัวอย่างการเทรด
ตัวอย่าง 1: เทรดคลื่น 3
ระบุคลื่น 1 และคลื่น 2 บนแผนภูมิ
เปิดออเดอร์ซื้อเมื่อราคาเริ่มต้นคลื่น 3
ตั้ง SL ไว้ด้านหลังจุดสิ้นสุดของคลื่น 1
ตั้ง TP ไว้ที่จุดสิ้นสุดของคลื่น 3 หรือคลื่น 5
ตัวอย่าง 2: เทรดคลื่น C
ระบุคลื่น A และคลื่น B บนแผนภูมิ
เปิดออเดอร์ขายเมื่อราคาเริ่มต้นคลื่น C
ตั้ง SL ไว้ด้านหลังจุดสิ้นสุดของคลื่น B
ตั้ง TP ไว้ที่จุดสิ้นสุดของคลื่น C
7. การทดสอบกลยุทธ์
ทดสอบกลยุทธ์บนบัญชีทดลอง (Demo Account) ก่อนนำไปใช้จริง
บันทึกผลการเทรดเพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงกลยุทธ์
สรุป
การเทรดตามกลยุทธ์ Elliott Wave ต้องอาศัยความเข้าใจในทฤษฎีคลื่นและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ควรใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เช่น Fibonacci Retracement และ Moving Average เพื่อเพิ่มความแม่นยำ นอกจากนี้ การจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด เพื่อป้องกันการสูญเสียทุนในระยะยาว
-
การสังเกตคลื่น Elliott Wave ให้ง่ายขึ้นต้องอาศัยการฝึกฝนและความเข้าใจในรูปแบบคลื่นพื้นฐาน รวมถึงการใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ เช่น Fibonacci Retracement และ Moving Average นอกจากนี้ การเลือก Timeframe (TF) ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละ TF จะให้รายละเอียดของคลื่นที่แตกต่างกัน ต่อไปนี้คือคำแนะนำในการสังเกตคลื่น Elliott Wave อย่างง่ายๆ และการเลือก TF ที่เหมาะสม:
1. การสังเกตคลื่น Elliott Wave อย่างง่าย
คลื่น 1 (Wave 1):
มักเริ่มต้นจากจุดต่ำสุดหรือสูงสุดของเทรนด์ก่อนหน้า
มักมีแรงซื้อหรือขายที่ค่อยเป็นค่อยไป
คลื่น 2 (Wave 2):
ปรับตัวจากคลื่น 1 แต่ไม่ต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่น 1
มักปรับตัวประมาณ 50-61.8% ของคลื่น 1 (ใช้ Fibonacci Retracement ช่วย)
คลื่น 3 (Wave 3):
คลื่นที่แข็งแกร่งที่สุด มักยาวที่สุดและมีปริมาณการซื้อขายสูง
มักมีแรงซื้อหรือขายที่รุนแรงและรวดเร็ว
คลื่น 4 (Wave 4):
ปรับตัวจากคลื่น 3 แต่ไม่ต่ำกว่าจุดสิ้นสุดของคลื่น 1
มักปรับตัวประมาณ 38.2-50% ของคลื่น 3
คลื่น 5 (Wave 5):
คลื่นสุดท้ายของเทรนด์ มักมีแรงซื้อหรือขายที่อ่อนลง
มักไม่ยาวเท่าคลื่น 3
คลื่น A (Wave A):
เริ่มต้นการปรับตัวจากคลื่น 5
มักมีแรงขายหรือซื้อที่ค่อยเป็นค่อยไป
คลื่น B (Wave B):
ปรับตัวขึ้นจากคลื่น A
มักปรับตัวประมาณ 50-61.8% ของคลื่น A
คลื่น C (Wave C):
คลื่นสุดท้ายของการปรับตัว มักยาวที่สุดและมีแรงขายหรือซื้อที่แข็งแกร่ง
2. การเลือก Timeframe (TF) ที่เหมาะสม
TF สูง (Higher Timeframe):
เช่น H4 (4 ชั่วโมง), D1 (1 วัน)
เหมาะสำหรับการวิเคราะห์คลื่นใหญ่ (Higher Degree Waves)
ให้สัญญาณที่แม่นยำกว่า แต่ต้องรอนานกว่าจะเกิดคลื่น
TF ต่ำ (Lower Timeframe):
เช่น M15 (15 นาที), M30 (30 นาที)
เหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้นและจับคลื่นย่อย (Lower Degree Waves)
มีสัญญาณบ่อยกว่า แต่มีความผันผวนสูง
แนะนำ:
เริ่มต้นด้วย TF สูง (เช่น H4 หรือ D1) เพื่อระบุคลื่นใหญ่
ใช้ TF ต่ำ (เช่น M15 หรือ M30) เพื่อหาจุดเข้าเทรดที่แม่นยำ
3. ขั้นตอนการสังเกตคลื่นอย่างง่าย
ระบุเทรนด์หลัก:
ใช้เส้น Moving Average (MA) เช่น MA 50 หรือ MA 200 เพื่อระบุทิศทางเทรนด์
ระบุคลื่น 1-5:
คลื่น 1: เริ่มต้นเทรนด์ใหม่
คลื่น 2: ปรับตัวจากคลื่น 1
คลื่น 3: คลื่นที่แข็งแกร่งที่สุด
คลื่น 4: ปรับตัวจากคลื่น 3
คลื่น 5: คลื่นสุดท้ายของเทรนด์
ระบุคลื่นปรับตัว A-B-C:
คลื่น A: เริ่มต้นการปรับตัวจากคลื่น 5
คลื่น B: ปรับตัวขึ้นจากคลื่น A
คลื่น C: คลื่นสุดท้ายของการปรับตัว
4. ตัวอย่างการสังเกตคลื่น
ตัวอย่าง 1: คลื่น 3
คลื่น 1: ราคาเริ่มต้นเทรนด์ขาขึ้น
คลื่น 2: ราคาปรับตัวลงประมาณ 50-61.8% ของคลื่น 1
คลื่น 3: ราคาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งและมีแรงซื้อที่แข็งแกร่ง
ตัวอย่าง 2: คลื่น C
คลื่น A: ราคาเริ่มต้นปรับตัวลงจากคลื่น 5
คลื่น B: ราคาปรับตัวขึ้นประมาณ 50-61.8% ของคลื่น A
คลื่น C: ราคาเริ่มต้นลงอีกครั้งและมีแรงขายที่แข็งแกร่ง
5. เครื่องมือช่วยวิเคราะห์
Fibonacci Retracement: ใช้เพื่อระบุจุดกลับตัวของคลื่น 2 และคลื่น 4
Moving Average: ใช้เพื่อยืนยันทิศทางของเทรนด์
Volume: ใช้เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของคลื่น 3
6. สรุป
การสังเกตคลื่น Elliott Wave อย่างง่ายต้องอาศัยการฝึกฝนและความเข้าใจในรูปแบบคลื่นพื้นฐาน การเลือก TF ที่เหมาะสมจะช่วยให้การวิเคราะห์คลื่นแม่นยำขึ้น โดยแนะนำให้เริ่มต้นด้วย TF สูงเพื่อระบุคลื่นใหญ่ และใช้ TF ต่ำเพื่อหาจุดเข้าเทรดที่แม่นยำ นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เช่น Fibonacci Retracement และ Moving Average จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุคลื่น