กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
31
รีวิวถอนกำไร #1ล้านบาท ใน 1 เดือน จากกองทุน FTMO ด้วย 5 เทคนิคนี้

วันนี้ เป็นวันถอนกำไรพอร์ตกองทุน (ถอนกำไรได้ทุก 15 วัน ไม่ต้องรอวันหวยออก)
ผลประกอบการเดือนนี้เทรดกำไรไปทั้งหมดราวๆ $38,000
ด้วย Drawdown ไม่ถึง 5% ถามว่ายากมั้ย ก็ตอบว่าโคดยาก (พูดง่ายๆก็คือ ฝากเข้าไป 100 บาท โดนลากไม่เกิน 5 บาท) แต่ที่ทำได้เพราะประสบการณ์และความฝืนที่จะเดินเส้นทาง Full time trader ครัช
จึงอยากจะมาแชร์ 5 องค์ประกอบสำคัญ ในการ “ถอนเงิน” จากกองทุนให้ได้อย่างต่อเนื่องครับ
ย้ำกว่า “ถอน” นะครับ โชว์ใบสอบผ่านกันให้เกลื่อน แต่ไม่ค่อยมีโชว์ถอน เพราะในชีวิตจริงการรักษาพอร์ตไปจนถึงถอนกำไรอย่างต่อเนื่องได้นั้นยากยิ่งกว่า และระบบต้องทำซ้ำได้เท่านั้น ไม่สามารถใช้ความฟลุ๊ค
ข้อดีของการเป็นเทรดเดอร์กองทุนที่สำคัญที่สุดคือ “เราไม่ต้องใช้เงินตัวเองเทรด”
เราสามารถถือพอร์ตขนาดใหญ่หลักหลายแสนดอลลาร์ แล้วได้เงินเยอะๆจากส่วนแบ่งกำไรของพอร์ตที่ใหญ่ได้ โดยไม่ต้องเอาเงินตัวเองไปเสี่ยงแม้แต่บาทเดียว (ค่าสอบก็ยังได้คืน) และถ้าขาดทุน เราก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เลวร้ายสุดก็คือโดนยึดพอร์ตและสอบใหม่ เสกเงินจากอากาศโดยแท้
ฟังดูเหมือนง่าย แต่การถือพอร์ตกองทุนจนถอนกำไรได้อย่างต่อเนื่องไม่ใช่เรื่องง่ายครับ จากประสบการณ์ที่เทรดกองทุนมาหลายปี ผมเคยผ่านมาทุกจุดช้ำใจ ที่คิดว่าเทรดเดอร์กองทุนทุกคนจะต้องเจอ ในช่วงที่เพิ่งเริ่มสอบผ่านใหม่ๆ
ทั้งสอบผ่านแต่เทรดจริงพอร์ตระเบิด เทรดได้กำไร แต่ ผิดกฎต่างๆของกองทุน โดนยึดพอร์ต หรือความโลภ ได้สองแสนอยากได้ห้าแสน ได้ห้าแสนอยากได้ล้าน สุดท้ายไม่ได้ถอนกำไร ทำงานฟรี หรือไปจนถึงโดนยึดพอร์ตไปเลยก็มี
ในปีแรกๆ ผมสอบพอร์ตกองทุนซ้ำๆ วนลูป จนรู้สึกว่าสอบพอร์ตให้ผ่านมันง่ายกว่ารักษาพอร์ตมากๆ สอบจนมั่นใจว่าสอบใหม่ยังไงก็ผ่าน ถ้าพอร์ตโดนยึด ก็สอบใหม่ได้ง่ายๆ ได้ถอนไปทีนึงก็คุ้มค่าสอบแล้ว แต่มันเสียเวลาครับ ดังนั้น ทำสิ่งที่ยากกว่าซึ่งคือการรักษาพอร์ตเอาไว้ให้ได้จะดีกว่า
กว่าจะก้าวผ่านมาได้ จนมาอยู่ในจุดที่ได้ถอนกำไรทุกเดือนแบบปัจจุบัน ก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกันครับ วันนี้เลยจะมาแชร์ 5 องค์ประกอบสำคัญ ที่ผมกลั่นกรองออกมาแล้วว่ายังไง ถ้ามีครบ ก็ได้ถอนกำไรเรื่อยๆแน่นอน เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับมือใหม่ที่เริ่มต้นเป็นเทรดเดอร์กองทุน
ในที่นี้ จะแชร์เฉพาะกองทุน FTMO นะครับเนื่องจากผมไม่เคยสอบกองทุนอื่น หากเพื่อนๆเทรดกองทุนอื่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม
1. #มีระบบที่เหมาะกับการเทรดกองทุน
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “ไม่ใช่ทุกระบบ” ที่จะใช้เทรดกองทุนได้
ผมรู้จักเทรดเดอร์หลายคนที่มีระบบที่เทรดได้กำไร แต่ไม่สามารถใช้เทรดกองทุนได้ เพราะเทรดด้วยความเสี่ยงสูง ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าเค้าไม่เก่ง หรือระบบไม่ดี แค่คนละสไตล์เท่านั้น
ในขณะที่กองทุน ต้องการระบบที่ความเสี่ยงต่ำ เข้าในจุดที่คุ้มที่สุด DD น้อย ไม่ใช่การเทรดในสไตล์หวือหวา
โชคดีที่สไตล์การเทรดของผม และระบบที่ผมใช้เทรด เหมาะแก่การเทรดกองทุนพอดี คือความเสี่ยงต่ำ และมีจุดเข้าทำกำไรได้ทุกวัน ผมจึงใช้สอบและเทรดมาเรื่อยๆ และนักเรียนที่เรียนจากผมไป ก็สอบผ่านกองทุนไปเป็นสิบคนแล้ว
ใครอยากทำได้ไม่มีทางลัดอื่นนอกจากเรียน และ ฝึกฝนครับ เมื่อมีระบบที่ใช่แล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือฝึกฝน และทำตามระบบอย่างเคร่งครัด
หากมีเป้าหมายในการสอบกองทุน ก็ควรเช็คว่าอาจารย์ที่สอนเทรดกองทุนรึเปล่า และ มีหลักฐานการถอนหรือเปล่า ถ้าไม่ ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ครับ
อย่างที่บอกว่าไม่ใช่ทุกระบบจะใช้เทรดกองทุนได้ และคนสอนเทรดมีเยอะมากๆ แค่มีความรู้ที่อ่านมาเองจากในเน็ตก็สอนได้แล้วโดยไม่จำเป็นต้องเทรดได้ แต่คนที่เทรดได้จริงแล้วมาสอนให้นั้นแทบจะหาไม่ได้เลย โดยเฉพาะระบบที่ใช้เทรดกองทุนได้ เพราะเทคนิคหาเงินจากอากาศแบบนี้ไม่มีใครจะอยากเอามาสอนกันง่ายๆ แถมยังได้รายได้สบายๆอยู่แล้วจากการเทรดกองทุนอยู่แล้วอีก
หากยังไม่มีระบบที่ใช่ เทรดให้ตายยังไง มีวินัยแค่ไหนก็ทำไม่ได้ครับ
วิธีที่ง่ายและคุ้มค่าที่จะลงทุนที่สุดคือลงเรียนกับคนที่เป็นตัวจริง (ถ้าคุณหาเจอ และถ้าเค้ายอมสอน)
คุ้มกว่าเอาเงินไปไล่เรียนคอร์สถูกๆที่เอาไปใช้ไม่ได้จริง เอาไปล้างพอร์ตในตลาดซ้ำๆ หรือเอาไปไล่สอบกองทุนแล้วสอบตกซ้ำๆจนหมดไปหลายๆหมื่นแต่ไม่ได้อะไรกลับมาเยอะครับ
การเทรดพอร์ตกองทุน ดูเหมือนเป็นทางลัดที่ง่าย ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่จริงๆไม่ใช่ครับ ถ้ามันง่ายทุกคนคงทำได้กันหมดแล้ว ต้นทุนที่ต้องลงทุนเพื่อให้ได้มาคือ “ความรู้” ซึ่งเมื่อเรารู้ เราจะเอามาใช้หาเงินได้อย่างไม่จำกัด น่าเสียดายที่หลายๆคนมองไม่เห็น และมองข้ามไป
ซึ่งเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ก็วนลูปอยู่แค่ตรงนี้แหละครับ กับมายเซ็ทผิดๆที่ว่า “เอาเงินที่จะเสียค่าเรียนไปลองเทรดเองดีกว่า” เสพติดการไปเสียเงินในตลาด แต่งกกลับสิ่งที่ไม่ควรงก ไม่ยอมลงทุนกับความรู้ เสพแต่ความรู้ฟรีในตลาด แน่นอนว่าของดีไม่มีใครเอามาปล่อยฟรี สุดท้ายก็จะได้แต่ความรู้ทั่วๆไป เทรดแบบได้ๆเสียๆเรื่อยไปตลอด You get what you pay for.
ใครโชคดีก้าวผ่านมายเซ็ทตรงนี้ไปได้ ก็จะร่นเวลาในการประสบความสำเร็จ และจำกัดความเสียหายจากการลองผิดลองถูกเองตรงนี้ไปได้มากครับ
ก่อนที่ผมจะมาถึงจุดนี้ ผมเริ่มต้นจากลงเรียนไปเยอะมากๆ ทั้งในไทยและในต่างประเทศ ทั้งที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ จนเอามากลั่นกรองออกมาแค่สิ่งที่ใช้ได้จริง มาเป็นระบบที่ใช้เทรดอยู่ทุกวันนี้ จนถึงตอนนี้ผมคืนทุนค่าคอร์สทั้งหมดที่เรียนมาไปไม่รู้กี่เท่าแล้วครับ
2. #ความสม่ำเสมอต่อเนื่อง (Consistency)
เมื่อได้ระบบที่ใช่มาแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องทำให้ได้ คือทำตามระบบไปอย่างต่อเนื่อง นิ่งๆ
ใจความสำคัญของการเทรดกองทุนคือ “ต่อเนื่อง ไม่วูบวาบ ไม่หวือหวา”
ถ้าคุณยังมีความรู้สึกลุ้นหัวทิ่ม ใจหายใจคว่ำ ทำกำไรได้ทีละเยอะๆ เสียทีละเยอะๆ ลากเยอะๆ เบิ้ลไม้ เติมพอร์ต อยู่ในการเทรดของคุณ อาจจะแปลว่าระบบที่เทรดไม่ใช่ระบบที่ดีในการเทรดกองทุนครับ
กองทุนไม่มีให้เติมพอร์ต และจำกัด DD ต่ำมาก เกินกว่านี้ ยึดพอร์ตทันทีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ระบบที่ใช้เทรดกองทุนจะต้องนิ่งจนถึงขั้นรู้สึกน่าเบื่อ
อย่างพอร์ต 2 แสนดอลลาร์ที่ผมเทรด ผม DD ไม่เกิน 5% ใช้ความเสี่ยงแค่ประมาณไม้ละ 1-1.5% แค่นั้นเอง วันที่ผมลากเต็มที่หรือต้องคัท ก็อยู่แค่หลักหมื่นบาทเท่านั้นเองครับ จากพอร์ต 6 ล้านกว่าบาท
แน่นอนว่าพอมีพอร์ตใหญ่ๆ ก็มีโอกาสได้กำไรเยอะๆ แน่นอนว่าความโลภจะตามมาทันที อยากกดล็อตใหญ่ อยาก bet อยาก big win ได้ก็อยากเทรดเพิ่มให้ได้เยอะกว่าเดิม เสียก็เสียดาย อยากเอาคืน
ตรงนี้เป็นเกมของจิตใจที่ใช้ระบบและวินัยเข้ามาควบคุม ถ้าเราควบคุมความโลภไม่ได้ ก็จะรักษาพอร์ตไว้ไม่ได้
กำไรเยอะๆที่ทำได้ครั้งเดียว หรือกี่ครั้งต่อเนื่องก็ไม่มีประโยชน์เลย หากมันถูกเอาคืนไปทั้งหมดในครั้งเดียวที่เราเสีย
ผมเรียนรู้มายเซ็ทเรื่องความสม่ำเสมอนี้มาจากพี่ซึ่งผมเคารพเป็นอาจารย์คนหนึ่ง และเป็นคนสอนเทคนิคใช้งานฟิโบแบบที่ผมใช้อยู่ในในปัจจุบันให้กับผม ซึ่งพี่เค้าเทรดอยู่กับบ้าน เอากำไรแค่ 3-4 หมื่นบาทต่อเดือน ในพอร์ตตัวเอง โดยเทรดในทุนเท่าเดิม ถอนกำไรทุกเดือน แต่ถอนแบบนี้มา 8 ปีต่อเนื่องแล้วครับ
ในตอนแรกผมก็ไม่เก็ท ก็คิดว่าทำไมเอาน้อยจัง ระบบดีขนาดนี้ ทำไมไม่ bet ให้ได้เยอะๆกว่านี้ เทรดพอร์ตใหญ่ๆกว่านี้ เอากำไรไปเทรดต่อเรื่อยๆ จะได้กำไรเยอะๆกว่านี้ ซึ่งพี่เค้าก็ไม่ได้แย้งอะไร บอกแต่ว่าตอนหนุ่มๆพี่เค้าทำมาหมดแล้ว พี่เค้าก็ขาซิ่งตัวตึงยืนหนึ่งมาก่อน และเข้าใจเราดี เค้าเห็นตัวเค้าเองตอนหนุ่มๆในตัวเรา (ตอนนี้พี่เค้า 50 กว่าแล้วครับ) ให้เราไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง
สุดท้ายพอได้เรียนรู้กับตัวเอง และประสบการณ์ของคนรอบตัว ก็ได้รู้ว่าการทำได้อย่างต่อเนื่อง และ ความสม่ำเสมอ คือคีย์สำคัญที่สุด สำหรับ Fulltime Trader ที่อยากเลี้ยงชีพด้วยอาชีพนี้อย่างยั่งยืนจริงๆครับ
ทำกำไรไปแบบนิ่งๆ ถอนอย่างสม่ำเสมอ ในจำนวนเงินของพอร์ตที่พอเหมาะกับใจของเรา ไม่ต้องเอากำไรเยอะๆไปอวดใคร ไม่มีคำว่าล้างพอร์ต ไม่มีคำว่าชีวิตพัง ซึ่งผมก็น้อมรับและนำมาใช้กับตัวเองมาตลอด
วันนี้หากเพื่อนๆยังไม่ไปถึงจุดที่เทรดกองทุน อยากให้ลองฝึกมายเซ็ทนี้เตรียมรอไว้ก่อนครับ เพราะมันจะติดเป็นสไตล์การเทรดของตัวเราไปตลอด (กลับกัน ถ้าติดนิสัยเทรดแบบนักพนันไปแล้วมันจะติดตัวไปอีกแบบและแก้ยากมากครับ ซึ่งเป็นคนละสายกับการเทรดกองทุนแบบขาวกับดำเลย) ไม่ว่าพอร์ตเท่าไหร่ก็สามารถฝึกได้ ให้ลองเทรดเสมือนเราเทรดกองทุนอยู่ อย่าโฟกัสที่กำไร ให้โฟกัสที่การรักษาพอร์ต %ที่เรายอมเสีย และความต่อเนื่อง คัทให้เป็น
พอวันนึงที่พร้อม ผมก็เอามายเซ็ทนี้มารวมร่างกับการเทรดกองทุนได้พอดี ซึ่งมันบังเอิญเป็นคีย์สำคัญของการเทรดกองทุนเลยครับ ผลลัพธ์คือผมก็ถอนอย่างต่อเนื่องได้เหมือนเดิม แต่ในพอร์ตที่ใหญ่ขึ้น และกำไรที่มากขึ้น
3. #รู้กฎของกองทุนที่เทรด
เมื่อได้พอร์ตมาแล้ว ทำกำไรอย่างสม่ำเสมอได้แล้ว ก็อย่ายอมเสียพอร์ตไปแบบโง่ๆครับ
ดังนั้น ต้องรู้กฎของกองทุนให้ละเอียด ทุกข้อ ทุกข้อยกเว้น แล้วปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
เช่น เรื่อง ห้ามเทรดชนข่าว DD ต่อวัน ต้องปิดออเดอร์เมื่อไหร่ หรืออะไรก็ตาม และต้องมี “สติ” เสมอ ในการเทรด วันเดียวที่เราตื่นมาเทรดโดยไม่ได้เช็คกล่องแดงก่อนเทรด ก็สามารถทำให้โดนยึดพอร์ตและกำไรทั้งหมดไปได้เลยโดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง
ก่อนเริ่มทำงานต้องมีสติอยู่เสมอ และรู้อยู่ตลอดเวลาว่าเราทำอะไรอยู่ เทรดอย่างระวังและตั้งใจทุกๆออเดอร์ ไม่สามารถเข้าๆไปก่อนแล้วไปนอน หรือเข้าเพิ่มโดยไม่คำนวณอย่างรอบคอบ แบบพอร์ตของตัวเองที่เคยทำ โดยเด็ดขาด
วันไหนที่ง่วง เหนื่อย เมา ป่วย มีเรื่องรบกวนจิตใจ ไม่มีสติครบถ้วนเต็ม 100% ออกไปธุระ ไปเที่ยว ถ้ารู้ว่าโฟกัสไม่ได้ให้ปิดจอพักผ่อนครับ อย่าเทรด ข้ออ้างอะไรที่เราจะเอามาใช้ปลอบใจตัวเองทีหลังก็คงไม่มีประโยชน์หากโดนยึดพอร์ต
กองทุนไม่มีกำหนดเป้ากำไรที่เราต้องทำได้ ดังนั้นไม่จำเป็นที่เราต้องเทรดทุกวัน หน้าที่ของเรามีแค่รักษาพอร์ตเท่านั้น และเราจะยังมีพอร์ตให้เทรดไปเรื่อยๆตราบใดที่เรายังไม่ผิดกติกา ทำหน้าที่เดียวอันนี้ให้ดีที่สุดครับ
4. #รู้วิธีในการปั้นและประคองกำไร
ผมจะไม่ใช้คำว่า พอให้เป็น เพราะถ้าเราพอ ในจุดที่ไปต่อได้ เราก็จะไม่สามารถรีดกำไรสูงสุดออกมาจากพอร์ตกองทุน
เพราะมันยากมากที่จะบอกว่ากำไรแค่ไหนควรจะพอ เช่น 1 แสนบาทพอรึยัง 2 แสนบาทหยุดเทรดเลยมั้ย หรือ 5 แสนแล้วต้องไปต่อให้ถึงล้านมั้ย ดังนั้นเราต้องอย่าให้ความกลัว และ ความโลภ มาเป็นตัวกำหนดว่าเราต้องทำกำไรให้ได้เท่าไหร่
ผมจะไม่กำหนดเป้าที่ผมต้องหยุดไว้เป็นตัวเลข แต่กำหนดเป็น % ความเสี่ยง และกำหนดเป้าที่เรารับได้หากเสียเอาไว้ก่อนเทรดเสมอ
สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการทำกำไร คือการปั้น และ ประคองกำไร
ในที่นี้คือพอเราได้กำไรมาแล้ว เรากันกำไรส่วนนี้ออกมาเทรดต่อ และยอมเสียแค่ในกำไรส่วนนี้ที่เราตั้งธงไว้ และค่อยๆทำซ้ำต่อไปแบบที่เราทำ โดยไม่มีการเทรดแบบเอาคืน หรือนอกระบบโดยเด็ดขาด WR และ RR ของระบบของเรา ที่มันเวิร์คอยู่แล้ว มันจะทำหน้าที่ช่วยเราปั้นพอร์ตและประคองกำไรไปเอง
ดังนั้น ผมไม่มีเป้าว่าในแต่ละเดือนต้องเทรดให้ได้กำไรเท่าไหร่ กำไรในแต่ละเดือนแล้วแต่ตลาดจะเป็นใจ และแล้วแต่ว่าผมมีเวลาเทรดมากน้อยแค่ไหน เพื่อไม่ให้เราพยายามดันทุรังเทรด หรือกดดัน กำไรก็คือกำไร
กำไรมีเพิ่มมีลดในระหว่างเดือนคือเรื่องปกติมาก พยายามปั้นและประคองกำไรไปให้ได้ไกลที่สุด ตามระบบ อย่างมีสติ แต่ก็จงพอใจกับกำไรที่เราได้ถอน และพอร์ตที่เรารักษาไว้ได้
5. #ทำยังไงก็ได้ให้มีพอร์ตสำหรับเทรดต่อไปในวันพรุ่งนี้
สิ่งสำคัญที่สุดในการเทรดกองทุน คือ “ทำยังไงก็ได้ไม่ให้โดนยึดพอร์ต”
นอกจากจะต้องทำตามกติกาของกองทุนอย่างเคร่งครัดแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือคุณจะต้อง “แพ้ให้เป็น” เพราะ ในการเทรด ไม่มีทางที่กราฟจะเป็นใจทุกวัน ไม่มีระบบที่ WR 100%
ถ้าดู Stat การเทรดของผม จะเห็นว่าไม่ได้มีแต่กราฟขึ้นๆอย่างเดียว แต่มีย่อ มีกำไรหายไปด้วยบ้าง ทั้งที่ชน SL และที่ผมคัทมือ ใครที่กลัว SL คุณออกจากแก๊งค์เราไปเลย
ให้มองว่าเป็นการย่อเพื่อไปต่อ อย่าไปจมอยู่กับวันที่ผิดพลาด ให้คิดเสมอว่าการคัทก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบ เชื่อในระบบแล้วไปต่อ ด้วยใจที่นิ่ง สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาพอร์ตเอาไว้ให้ได้ ในวันที่กราฟไม่เป็นใจ
ในพอร์ตของตัวเอง หลายคนอาจจะมีประสบการณ์ที่เรารักษาพอร์ตโดยการ MM เติมเงิน แก้ไม้ในแนวถัดไป ซึ่งไม่ผิด แต่ การเทรดพอร์ตกองทุน เราไม่สามารถทำแบบนั้นได้เลย สิ่งเดียวที่เราทำได้เพื่อรักษาพอร์ตเอาไว้ คือ การคัท เท่านั้น เพื่อไม่ให้ DD เกิน
อย่าลืมว่าเงินในพอร์ตไม่ใช่เงินเราด้วย คัทไปเราก็ไม่ได้เสียเงินอะไรจริง แต่ถ้าเราไม่คัทนี่สิ เราต้องเสียพอร์ตและกำไรไป และต้องสอบใหม่เสียเงินเสียเวลาอีก
ดังนั้น คัทเถอะครับ “กำไรเราจะทำใหม่เท่าไหร่ก็ได้” ถ้ามาถึงจุดนี้แล้วจะรู้ว่าการทำกำไรมันไม่ยากเลย ขอแค่อย่าทำให้พอร์ตเสียหายจนถูกยึดก็พอ
“ไม่ว่าจะเป็น Bad day สำหรับการเทรดแค่ไหน พรุ่งนี้ต้องยังมีพอร์ตให้เทรดต่ออยู่” ผมบอกตัวเองแค่นี้
สุดท้ายนี้เป็นกำลังใจให้กับเทรดเดอร์กองทุน และเทรดเดอร์ที่สนใจเดินทางไปในเส้นทางนี้ด้วยกันทุกคนนะครับ มันไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ ถ้าคนอื่นทำได้ คุณก็สามารถทำได้เหมือนกัน
ไม่จำเป็นต้องเรียนกับผมก็ได้ ผมไม่ซีเรียสเลย ใครอยากเรียนก็เรียน ไม่อยากเรียนก็ไม่ต้องเรียน หากไม่มีทุนเรียน สามารถติดตาม Live ฟรี ของผม ทุกๆคืนวันอาทิตย์ และ วันพุธ 19:30 ได้ครับ คู่ที่ผมเข้าเทรด ก็คือคู่ที่ผมวิเคราะห์ไปในไลฟ์นั่นแหละ เทคนิคต่างๆ ก็แกะเอาจากในไลฟ์ได้ครับ
แต่ ท่านไหนอยากเรียนระบบเทรดของผม เรียนรู้หน้างาน และแชร์แผนกันในกลุ่มไลน์นักเรียนกับผม ทักแชทเพื่อขอรายละเอียดคอร์สเรียน และ รับราคาพิเศษ ทางแชทได้เลยครับ
บอกไว้ก่อนว่าคอร์สเรียนแพงแน่นอน แต่ลองคิดดูครับว่ามูลค่าของคอร์สเรียน Basic + Advanced ยาวกว่า 50 ชั่วโมง พร้อมกลุ่มไลน์นักเรียน อะเลิทต่างๆแบ่งปันให้ใช้ฟรี มีอัพเดทเนื้อหาให้ตลอด ปรึกษาผมส่วนตัวได้ตลอดชีวิต และที่สำคัญวิชาความรู้ และประสบการณ์ทั้งหมดของผม ที่ผมใช้ถอนเงินเดือนละหลายแสนทุกเดือน ควรจะเป็นมูลค่าเท่าไหร่ แล้วจะรู้ว่าผมสอนให้ในราคาที่คุ้มค่ามากๆ
วันนี้ผมพอใจในระบบ และกำไรที่ทำได้แล้ว จึงตั้งใจจะส่งต่อสิ่งดีๆกลับไปให้สังคมการเทรดให้เต็มที่ในปีนี้ โดยการตั้งใจสอน และแบ่งปันความรู้และวิเคราะห์กราฟฟรีให้ไปเรื่อยๆ ทั้งนักเรียนที่เรียนกับผม เพื่อนๆที่ติดตามอ่านในเพจ และที่ติดตามดูไลฟ์ ขอบคุณทุกๆคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ที่ติดตามกันมาตลอดนะครับ
อยากเป็นเทรดเดอร์กองทุน พิมพ์ +1 แล้วแชร์เก็บไว้อ่าน
อยากให้ทำ Live ตอนพิเศษ ถาม-ตอบ แชร์ความรู้ ข้อมูล ประสบการณ์ เกี่ยวกับการเทรดกองทุนโดยเฉพาะ พิมพ์ +2
ถ้ามีประโยชน์ ฝากกดไลค์ กดแชร์ คอนเท้นท์นี้ และขอให้ทุกคนทำสำเร็จเป็นเทรดเดอร์กองทุนได้ตามตั้งใจครับ
32
Tip Service / พอร์ต PoE หรือ Power over Ethernet คืออะไร ?
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ 26/02/25 »
พอร์ต PoE หรือ Power over Ethernet คืออะไร ?
ต่างจากพอร์ต LAN ธรรมดาอย่างไร ?
เชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยผ่านตา "พอร์ต PoE" หรือที่มีชื่อเรียกแบบเต็มยศว่า "Power over Ethernet" กันมาบ้าง คำนี้ปรากฏให้เห็นอยู่ในอุปกรณ์หลายอย่าง โดยระบุว่ามันรองรับ PoE ด้วย หรือไม่ก็อาจจะเห็นมันในเราเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายบางรุ่น

บทความเกี่ยวกับ Connector อื่นๆ
พอร์ต Thunderbolt คืออะไร ? และรู้จัก Thunderbolt 5 ที่มีแบนด์วิดท์สูงถึง 120 Gbps
Circular Connectors คืออะไร ? รู้จักขั้วต่อไฟฟ้าทรงกลม นิยมในอุตสาหกรรม
DisplayLink คืออะไร ? ทำงานอย่างไร ? และข้อดี และข้อเสียมีอะไรบ้าง ?
ต่อลำโพงคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ตไหนดีที่สุด ? ระหว่าง AUX, RCA, S/PDIF, USB, TOSLINK และ HDMI
พอร์ต USB ในเราเตอร์ สามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง ?
หน้าตาของเจ้าพอร์ต PoE นี้ เหมือนกับพอร์ต LAN ทุกประการ (มักจะอยู่ติดกันด้วย) คำถามที่หลายคนอาจจะสงสัย คือ แล้วมันคือพอร์ตอะไร ? ต่างจากพอร์ต LAN ตรงไหน ? บทความนี้มีคำตอบให้ครับ :)

เนื้อหาภายในบทความ
Power over Ethernet (PoE) คือ อะไร ?
มาตรฐานของเทคโนโลยี Power over Ethernet (PoE)
อุปกรณ์สำหรับ Power over Ethernet (PoE) มีอะไรบ้าง ?
Power over Ethernet (PoE) แตกต่างกับ Powerline Ethernet อย่างไร ?



พอร์ต PoE หรือ Power over Ethernet คืออะไร ? ต่างจากพอร์ต LAN ธรรมดาอย่างไร ?
ภาพจาก : https://www.amazon.com/WS-GPOE-1-WM-Gigabit-Passive-Ethernet-Injector/dp/B00ENNUWO4

Power over Ethernet (PoE) คือ อะไร ?
Power over Ethernet หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า PoE เป็นรูปแบบหนึ่งของการจ่ายกระแสไฟฟ้า และเชื่อมต่อเครือข่าย ผ่านระบบสายในเครือข่าย มันมีมาตรฐานของมันไม่ต่างไปจากมาตรฐานของระบบ Wi-Fi โดยมีให้เลือกใช้งานอยู่หลายมาตรฐาน แน่นอนว่ามาตรฐานที่ใหม่กว่าย่อมรองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าได้สูงขึ้นกว่ามาตรฐานเก่านั่นเอง

PoE มีประโยชน์ในด้านการช่วยจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการพลังงานไฟฟ้าในการทำงานสูงมาก อย่างเช่นพวกกล้องวงจรปิด (CCTV), อุปกรณ์กระจายสัญญาณ Wi-Fi (Wireless Access Points), โทรศัพท์, ระบบอินเทอร์คอม เป็นต้น

และด้วยเทคโนโลยี PoE ทำให้สายเพียงเส้นเดียวสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้อุปกรณ์เหล่านี้ทำงานได้ และยังช่วยเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับระบบเครือข่ายได้อีกด้วย ตัวอย่างง่าย ๆ สมมติว่าคุณต้องการจะติดกล้องวงจรปิด พอติดตั้งกล้องเสร็จ หากคุณไม่มี PoE ล่ะก็ ... คุณจะต้องเดินสายไฟ ติดปลั๊กเพิ่ม หรือไม่ก็เลือกติดกล้องได้เฉพาะในจุดที่มีปลั๊กไฟเท่านั้น แต่พอมี PoE แค่สายเครือข่ายเส้นเดียวก็จบเลย

มาตรฐานของเทคโนโลยี Power over Ethernet (PoE)
Power over Ethernet (PoE) ในขณะนี้มีอยู่ 4 ประเภท สามารถดูรายละเอียดชื่อประเภท และคุณสมบัติการทำงานของมันได้จากตารางด้านล่างนี้เลยครับ

ชื่อ   มาตรฐาน
IEEE   จ่ายพลังงานไฟฟ้าให้อุปกรณ์ได้   พลังงานไฟฟ้าสูงสุดต่อพอร์ต   Energized Pairs   อุปกรณ์ที่รองรับ
PoE   IEEE 802.3af
(Type 1)   12.95 วัตต์   15.4 วัตต์   2 คู่   กล้องวงจรปิด, โทรศัพท์แบบ VoIP, Wireless Access Points
PoE+   IEEE 802.3at
(Type 2)   25.5 วัตต์   30 วัตต์   2 คู่   กล้องสปีดโดม (PTZ), โทรศัพท์แบบ Video IP phones, สัญญาณเตือนภัย
PoE++   IEEE 802.3bt (Type 3)   51 วัตต์   60 วัตต์   4 คู่   อุปกรณ์ Video conferencing, Multi-radio Wireless Access Points
PoE++   IEEE 802.3bt (Type 4)   71.3 วัตต์   100 วัตต์   4 คู่   โน้ตบุ๊ก, หน้าจอแสดงผล
เทคโนโลยี PoE แบบเก่าจะเรียกว่า PoE Type 1 (IEEE 802.3af) และ PoE Type 2 (IEEE 802.3at) หรือที่เรียกว่า PoE+ ทั้งคู่จะมี Energized Pairs อยู่ 2 คู่ สำหรับใช้ในการจ่ายพลังงานไฟฟ้า โดย Type 1 จะจ่ายพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 15.4W ต่อพอร์ต ส่วน Type 2 จะจ่ายพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 30W ต่อพอร์ต

ในส่วนของเทคโนโลยี PoE แบบใหม่ IEEE 802.3bt ก็จะมีอยู่ 2 Type เช่นกัน คือ Type 3 และ Type 4

Type 3 นั้นมีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อมาก ทั้ง 4-Pair PoE, 4PPoE, PoE++ หรือ UPoE โดยมันสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 60W เลยทีเดียว

สุดท้าย Type 4 ที่ออกแบบมาให้จ่ายพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดมากถึง 100W

อุปกรณ์สำหรับ Power over Ethernet (PoE) มีอะไรบ้าง ?
อุปกรณ์ Power over Ethernet (PoE) ก็มีให้เลือกใช้งานอยู่หลายประเภทนะครับ สามารถแบ่งตามลักษณะการทำงานได้ดังนี้

PoE Ethernet Switches
PoE Ethernet Switches สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ที่รองรับ PoE ผ่านสาย Ethernet cable (หรือที่เรานิยมเรียกกันว่าสาย LAN นั่นแหละ) โดยมันเองจะทำหน้าที่เหมือน PoE Injectors ด้วยในตัว

สวิตซ์ PoE หรือ PoE Ethernet Switches
ภาพจาก : https://th.aliexpress.com/item/32876992628.html

PoE Injectors
PoE Injectors มีความสามารถในการเพิ่มคุณสมบัติ PoE ให้กับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับ PoE ได้ และในทางกลับกัน มันก็อนุญาตให้เชื่อมต่ออุปกรณ์ที่รองรับ PoE เข้ากับอุปกรณ์ที่ไม่มี PoE ได้ด้วย

PoE Injectors
ภาพจาก : https://www.shopat24.com/p/TP-Link-TL-PoE150S-PoE-Injector/358612/?

PoE Splitters
PoE Splitters ทำหน้าที่แยกสัญญาณ PoE ที่ได้รับมา เพื่อแบ่งสัญญาณของข้อมูล และพลังงานไฟฟ้า ออกจากกัน โดยแยกออกเป็นสองสาย เพื่อให้รองรับการทำงานร่วมกับอุปกรณ์ที่ไม่รองรับเทคโนโลยี PoE

PoE Splitters
ภาพจาก : https://th.aliexpress.com/item/4000994057903.html

PoE Repeaters / PoE Extenders
ตามปกติแล้ว PoE จะสามารถส่งสัญญาณได้ไกลสุด 100 เมตร แต่ถ้าเราต้องการขยายระยะทางให้ไกลมากขึ้น ก็ต้องใช้ PoE Repeaters หรือ PoE Extenders มาช่วยทำงานด้วย

อุปกรณ์ขยายสัญญาณ PoE หรือ PoE Repeaters / PoE Extenders
ภาพจาก : https://www.amazon.com/Extender-Repeater-Supported-100Mbps-Ethernet/dp/B07RLFPVZM

PoE Media Converters
PoE Media Converters เป็นตัวแปลงสัญญาณจากสายไฟใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) หรือสายทองแดง ไปเป็นสาย Ethernet โดยที่รองรับการใช้งานเทคโนโลยี PoE ด้วย

PoE Media Converters


Power over Ethernet (PoE) แตกต่างกับ Powerline Ethernet อย่างไร ?
Power over Ethernet (PoE) กับ Powerline Ethernet ชื่อมันมีความคล้ายคลึงกันมาก จนหลายคนอาจจะสับสนได้ แต่ความจริงมันเป็นเทคโนโลยีคนละชนิด และมีคุณสมบัติการทำงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วว่า PoE เป็นการเพิ่มระบบไฟฟ้าเข้าไปในระบบเครือข่ายผ่านสาย Ethernet แต่สำหรับ Powerline Ethernet มันตรงข้ามกันเลย โดยมันเป็นการเพิ่มระบบเครือข่ายเข้าไปในระบบสายไฟฟ้าที่มีอยู่เดิม

Powerline Ethernet จะช่วยให้คุณวางระบบเครือข่ายแบบสาย โดยที่ไม่ต้องเดินสาย Ethernet เพิ่ม ในขณะที่ PoE เพิ่มระบบไฟฟ้าเข้าไปในเครือข่ายสาย Ethernet โดยที่ไม่ต้องเดินสายไฟฟ้าเพิ่ม

พอร์ต PoE หรือ Power over Ethernet คืออะไร ? ต่างจากพอร์ต LAN ธรรมดาอย่างไร ?



ที่มา : www.howtogeek.com , en.wikipedia.org , www.black-box.de
33
Oracle SQL / Oracle SQL Developer ใช้ทำอะไรได้บ้าง?
« กระทู้ล่าสุด โดย banrong เมื่อ 20/02/25 »
Oracle SQL Developer เป็นเครื่องมือหรือโปรแกรมที่ช่วยให้เราทำงานกับฐานข้อมูล Oracle ได้ง่ายขึ้น โดยเหมาะสำหรับทั้งนักพัฒนา (Developers) และผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล (DBA) ซึ่งใช้งานได้ฟรีและมีฟีเจอร์ที่ครบครัน โดยสรุปการใช้งานง่ายๆ มีดังนี้:

Oracle SQL Developer ใช้ทำอะไรได้บ้าง?
เขียนและรันคำสั่ง SQL

ใช้เขียนคำสั่ง SQL เพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล หรือแก้ไขข้อมูล เช่น SELECT, INSERT, UPDATE, DELETE
สามารถรันคำสั่งทีละคำสั่งหรือหลายคำสั่งพร้อมกันได้
พัฒนาโปรแกรมด้วย PL/SQL

ใช้เขียนและทดสอบโค้ด PL/SQL เช่น Stored Procedures, Functions, Triggers
มีเครื่องมือ Debugging เพื่อช่วยตรวจสอบข้อผิดพลาดในโค้ด
ดูและแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูล

เปิดดูข้อมูลในตาราง (Table)
เพิ่ม, ลบ, หรือแก้ไขข้อมูลได้ง่ายผ่านหน้าต่าง GUI
สร้างและแก้ไขโครงสร้างฐานข้อมูล

สร้างตาราง (Table), วิว (View), อินเด็กซ์ (Index), หรืออื่นๆ
แก้ไขโครงสร้างฐานข้อมูลได้โดยไม่ต้องเขียนคำสั่ง SQL เอง
นำเข้าหรือนำออกข้อมูล (Import/Export)

สามารถนำเข้าข้อมูลจากไฟล์ Excel, CSV หรือไฟล์รูปแบบอื่นๆ
นำออกข้อมูลจากฐานข้อมูลเพื่อเก็บเป็นไฟล์ Excel, CSV, หรือ XML
วิเคราะห์และปรับปรุงประสิทธิภาพ

มีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์การทำงานของคำสั่ง SQL (Explain Plan)
ช่วยปรับแต่งคำสั่ง SQL เพื่อให้รันได้เร็วขึ้น
สร้างแผนผังฐานข้อมูล (ER Diagram)

แสดงความสัมพันธ์ของตารางต่างๆ ในฐานข้อมูล
ช่วยวางแผนและออกแบบฐานข้อมูลใหม่
จัดการผู้ใช้งานฐานข้อมูล

เพิ่ม, ลบ, หรือแก้ไขผู้ใช้ (User) และสิทธิ์การเข้าถึง (Privileges)
เหมาะกับใคร?
นักพัฒนา: ที่ต้องเขียนโค้ด SQL หรือพัฒนาโปรแกรมบนฐานข้อมูล Oracle
ผู้ดูแลระบบฐานข้อมูล (DBA): ที่ต้องการเครื่องมือสำหรับจัดการฐานข้อมูล
นักเรียน/นักศึกษา: ที่กำลังเรียนรู้การทำงานกับฐานข้อมูล
ข้อดีของ Oracle SQL Developer
ใช้งานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
อินเตอร์เฟซใช้งานง่าย ไม่ต้องเขียนโค้ดทั้งหมดเอง
รองรับการทำงานร่วมกับฐานข้อมูล Oracle เวอร์ชันต่างๆ
มีฟีเจอร์ครบถ้วนสำหรับการพัฒนาและการจัดการฐานข้อมูล
หากคุณต้องการคำแนะนำในการเริ่มต้นใช้งาน หรือต้องการข้อมูลในหัวข้อใดเพิ่มเติม บอกมาได้เลยครับ!
34
8 บทเรียนสำคัญที่อยากบอกตัวเองเมื่อเริ่มเป็นเทรดเดอร์

ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปส่งบทความนี้ให้ตัวเองในวันแรกที่เข้าตลาดได้ คงช่วยให้ประหยัดทั้งเงิน เวลา และความเจ็บปวดไปได้มาก นี่คือ 8 บทเรียนสำคัญจากเส้นทางสู่การเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ ที่อยากให้คุณได้เรียนรู้ก่อนจะสายเกินไป

1. ออกจาก Comfort Zone อย่ามัวรีรอ
ถ้าระบบเทรดที่ใช้อยู่ไม่พาเราไปถึงเป้าหมาย หรือไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ อย่ายึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ และอย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง เทรดไม่ใช่แฟชั่น ไม่จำเป็นต้องตามกระแส SMC, ICT หรือระบบไหนๆ ถ้ามันไม่ใช่ของเรา จงเลือกเส้นทางที่เหมาะกับตัวเองแล้วพัฒนาให้สุด

2. เราเรียนรู้เพื่อ "พัฒนาระบบ" ไม่ใช่เพื่อ "เอาชนะตลาด"
การพยายามเอาชนะตลาดก็เหมือนกับการพยายามควบคุมมหาสมุทร สิ่งที่ควรทำคือเรียนรู้และพัฒนาระบบที่เข้ากับตัวเอง ทดสอบและเก็บสถิติให้แน่น จนสามารถเทรดแบบอัตโนมัติ (Auto Pilot) ได้ อย่าก๊อปปี้ระบบใครมาใช้โดยไม่เข้าใจจริง เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จขึ้นอยู่กับ "ระบบของเราเอง" ไม่ใช่ของคนอื่น

3. ค่อยๆ เพิ่ม Lot / % Risk อย่างมีสติ
"การเพิ่ม Lot แบบก้าวกระโดด = การพนันกับอนาคตโดยไม่จำเป็น"
เมื่อทำกำไรได้ อย่าปล่อยให้ความโลภพาไป อย่าเพิ่งรีบเพิ่ม Lot หรือเติมเงินลงทุนหากระบบยังไม่นิ่งพอ เทรดไม่ใช่การแข่งขันว่าใครรวยเร็วที่สุด แต่เป็นเรื่องของ "การอยู่รอดให้นานพอ" กำไรคือรางวัลของคนที่อยู่ในตลาดได้นานพอ

4. อย่าเทรดตามกระแส แต่จงเทรดในแบบที่ใช่
แต่ละคนมีสไตล์ที่เหมาะสมต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น Price Action, SMC, ICT, RTM, Elliott Wave หรือ Quant มันจะมี "1 ระบบที่เป็นของเรา"
ในช่วง 1-3 ปีแรก จงเรียนรู้ให้เยอะที่สุด แต่ใช้ให้น้อยที่สุด แล้วค้นหา "ระบบของตัวเอง" ให้เจอ จากนั้นพัฒนาและตกผลึกมันให้สุด

5. Money/Risk Management คือ "หัวใจ" ของเทรดเดอร์มืออาชีพ
หลายคนคิดว่า "การอ่านกราฟ" คือทักษะสำคัญที่สุด แต่จริงๆ แล้ว "การบริหารความเสี่ยงและเงินทุน" คือสิ่งที่แยกเทรดเดอร์ที่อยู่รอดออกจากเทรดเดอร์ที่ล้างพอร์ต

มี Money Management ที่ดี แม้เทรดตามสัญชาตญาณก็ยังอยู่รอดได้

ถ้าบริหารเงินผิด ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ล้างพอร์ตได้ง่ายๆ

ถ้าแพ้ไม่กี่ครั้งแล้วล้างพอร์ต นั่นแปลว่าเรายังสอบตกเรื่อง Money Management

6. สังคมรอบตัวจะหล่อหลอมให้เราเป็นแบบไหน
"เราคือค่าเฉลี่ยของคนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด" ถ้าอยากเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ จงเลือกอยู่กับกลุ่มคนที่ส่งเสริมให้เราเติบโต หลีกเลี่ยงคนที่มีแต่พลังลบหรือทำให้ไขว้เขวจากเป้าหมาย เพราะสิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อความสำเร็จมากกว่าที่คิด

7. อย่ายึดติดกับ "สูตรสำเร็จ" มากเกินไป
ตลาดมีวัฏจักร ไม่มีสูตรไหนที่เวิร์ค 100% ตลอดกาล เคยยึดติดแต่ "การเทรด Direction" จน COVID-19 มาทำให้ต้องปรับตัว สุดท้ายแล้ว "ความสามารถในการปรับตัวให้ทันตลาด" คือจุดแข็งของเทรดเดอร์มืออาชีพ อย่ากลัวการลองใช้วิธีใหม่ๆ

8. เทรดเพื่อสร้าง "สินทรัพย์" ไม่ใช่แค่กำไรระยะสั้น
เทรดเดอร์ที่ร่ำรวยไม่ได้แค่หาเงินจากการเทรด แต่ยังลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวควบคู่กันไป

Cashflow → รายได้ที่หมุนเวียนจากการเทรด

Asset → ทรัพย์สินที่สร้างมูลค่าในระยะยาว เช่น หุ้น, อสังหาริมทรัพย์, Crypto
อย่าเทรดเพียงเพื่อหาเงินใช้ไปวันๆ แต่จงวางแผนเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงิน เพราะเราไม่อยากเทรดไปจนถึงอายุ 60 ใช่ไหม?

ถ้าบทความนี้มีประโยชน์ ขอเพียงแค่คอมเมนต์ "ขอบคุณ" และแชร์ต่อให้เพื่อนๆ
แล้วพบกันใหม่ใน 10 บทเรียนต่อไป มาเรียนรู้ด้วยกันเพื่อเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ

แด่เราและผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีอยู่น้อยนัก
เทรดเดอร์นักเฉือนคม มุ่งมั่นพิชิตฝัน

35
8 บทเรียนสำคัญที่เรียนรู้จากเส้นทางสู่เทรดเดอร์มืออาชีพ
และอยากย้อนเวลากลับไปส่งบทความนี้ให้ตัวเองตอนเข้าตลาดใหม่ๆ อ่าน
1. ออกจาก Comfort Zone อย่ามัวรีรอ
   หากระบบเทรดที่ใช้อยู่ ไม่พาเราไปถึงเป้าหมายทางการเงิน หรือ ไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการ อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง และ อย่ายึดติดกับความสำเร็จเดิมๆ
   ไม่ได้บอกให้เปลี่ยนระบบเทรดไปมาเป็นว่าเล่น แต่บางครั้งระบบเดิมอาจ ไม่เหมาะกับเรา จริงๆ อย่าฝืนไปต่อเพียงเพราะ “มันเป็นกระแส” เช่น SMC, ICTถ้าเรารู้ว่ามันไม่ใช่ ก็ไม่มีอะไรผิดที่จะเลือกทางอื่นที่เหมาะกับตัวเอง
2. เราเรียนรู้เพื่อ “พัฒนาระบบ” ไม่ใช่เพื่อ “เอาชนะตลาด”
คอร์สส่วนใหญ่มักสอนให้ “ชนะตลาด” แต่แท้จริงแล้ว ความสำเร็จอยู่ที่การพัฒนาระบบให้เข้ากับตัวเอง
 เรียนรู้เพื่อปรับแต่ง ไม่ใช่เรียนเพราะอยากเก่งขึ้นอย่างเดียว
 ทดสอบและเก็บสถิติให้แน่น จนสามารถเทรดแบบอัตโนมัติ (Auto Pilot)
 ตกผลึกระบบของตัวเอง ไม่ใช่ก๊อปปี้ระบบคนอื่นมาใช้โดยไม่เข้าใจจริง
3. ค่อยๆ เพิ่ม Lot / % Risk ให้เหมาะสม
“การเพิ่ม Lot แบบก้าวกระโดด = การพนันกับอนาคตโดยไม่จำเป็น”
   เมื่อทำกำไรได้ อย่าเพิ่งรีบเพิ่ม Lot หรือเติมเงินลงทุน เพราะหากระบบยังไม่นิ่งพอ ความโลภจะทำให้คุณเจ็บหนัก
   การเทรด ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครรวยเร็วที่สุด แต่เป็นเรื่องของ การอยู่รอดให้นานพอ จนสามารถทำกำไรได้สม่ำเสมอ
 อยู่รอดก่อน รวยทีหลัง กำไรคือรางวัลของคนที่อยู่ในตลาดได้นานพอ
4. อย่าเทรดตามกระแส แต่จงเทรดในแบบที่ใช่
แต่ละคน มีสไตล์เทรดที่เหมาะสมต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็น Price Action, SMC, ICT, RTM, Elliott Wave หรือ Quant
มันจะมี “1 ระบบที่เป็นของเรา”
 ช่วง 1-3 ปีแรก ของการเรียนรู้ ให้เรียนรู้เยอะ แต่ใช้ให้น้อยที่สุด
จงหา “ระบบของตัวเอง” ให้เจอ แล้วตกผลึกมันให้สุด
5. Money/Risk Management คือ “หัวใจ” ของอาชีพเทรดเดอร์
คนส่วนใหญ่คิดว่า “การอ่านกราฟ” คือสกิลที่สำคัญสุด
แต่ “การบริหารความเสี่ยงและเงินทุน” ต่างหากที่เป็น “ทักษะที่เทรดเดอร์มืออาชีพต้องมี”
 ถ้ามี Money Management ที่ดี แม้เทรดตามสัญชาตญาณก็ยังอยู่รอดได้
 ถ้าบริหารเงินผิด ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ล้างพอร์ตได้ง่ายๆ
 ถ้าคุณแพ้แค่ไม่กี่ครั้งแล้วล้างพอร์ต นั่นแปลว่าคุณสอบตกเรื่อง Money Management
6. สังคมรอบตัวจะหล่อหลอมให้คุณเป็นแบบไหน
เราเปลี่ยนไปเป็น “ค่าเฉลี่ยของคนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด”
 ถ้าอยากเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ จงเลือกอยู่กับกลุ่มคนที่ส่งเสริมให้เราเติบโต
หลีกเลี่ยงคนที่มีแต่พลังลบ หรือ ทำให้คุณไขว้เขวจากเป้าหมาย
7. อย่ายึดติดกับ “สูตรสำเร็จ” มากเกินไป
สูตรเทรดที่ใช้ได้ดีวันนี้ อาจใช้ไม่ได้ตลอดไป
 ตลาดมีวัฏจักรเสมอ ไม่มีสูตรไหนที่เวิร์ค 100% ตลอดกาล
 กลยุทธ์การเทรดมีหลายแบบ อย่ากลัวการลองใช้วิธีใหม่ๆ
 เคยยึดติดแต่ “การเทรด Direction” จน COVID-19 มาทำให้ต้องปรับตัว
 “เปิดใจเรียนรู้ และปรับตัวให้ทันตลาด” นั่นคือจุดแข็งของเทรดเดอร์มืออาชีพ
8. เทรดเพื่อสร้าง “สินทรัพย์” ไม่ใช่แค่กำไรระยะสั้น
เทรดเดอร์ที่ร่ำรวย มักลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวควบคู่ไปกับการเทรด
Cashflow → รายได้ที่หมุนเวียนจากการเทรด
Asset → ทรัพย์สินที่สร้างมูลค่าในระยะยาว เช่น หุ้น, อสังหาริมทรัพย์, Crypto
 อย่าเทรดเพียงเพื่อหาเงินใช้ไปวันๆ แต่จงวางแผนเพื่อสร้างอิสรภาพทางการเงิน
 เพราะเราไม่อยากเทรดไปจนถึงอายุ 60 ใช่ไหมครับ
ถ้าชอบบทความนี้ และมีประโยชน์ ขอแค่เพียงคอมเม้นท์กล่าวคำ "ขอบคุณ" และคนละ 1 แชร์
แล้วเดี๋ยวมาต่ออีก 10 บทเรียนกัน
มาเรียนรู้ด้วยกันเพื่อเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ
"แด่เราและผู้ที่เป็นเหมือนเรา ซึ่งมีอยู่น้อยนัก"
เทรดเดอร์นักเฉือนคม มุ่งมั่นพิชิตฝัน
36
Forex / เคล็ดลับ 3ร. ทำใ้ห้การเทรด Forex ง่ายขึ้น
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ 31/01/25 »
ฝึกๆ รอบคอบ  รอวางแผนตามเดย์  สติ ฝึกรอเทรด กำไรตามทุน ตั้งเป้าหมาย 100$ 10%ทุน. ทุ่มเทปฏิวัติตนเอง ฝันใหญ่แค่ไหน.


1.เรียนรู้
2.รอบคอบ
 
- ทุน
-สติ   
3.
37
Tip Service / Re: การสำรองข้อมูล (Data Backup)
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ 27/01/25 »
"สำรองข้อมูล เรื่องไม่ยาก ถ้าอยากให้ชีวิตง่ายขึ้น"
1. สำรองข้อมูลสำคัญแค่ไหน?
กันข้อมูลสูญหาย: เพราะเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดได้เสมอ เช่น ฮาร์ดดิสก์เสีย ไฟล์โดนลบ หรือไวรัสโจมตี
ช่วยกู้คืนงานได้ทันที: ลดเวลาเสียหายจากการทำงาน
เป็นเรื่องจำเป็นทางกฎหมาย: สำหรับองค์กรที่ต้องเก็บรักษาข้อมูลตามข้อกำหนด
2. รูปแบบการสำรองข้อมูล (Backup Types)
Full Backup:

เก็บทุกอย่างในระบบ
ข้อดี: กู้คืนง่ายและครบถ้วน
ข้อเสีย: ใช้พื้นที่และเวลามาก
Incremental Backup:

สำรองเฉพาะไฟล์ที่เปลี่ยนแปลงจากครั้งล่าสุด
ข้อดี: ประหยัดเวลาและพื้นที่
ข้อเสีย: กู้คืนอาจใช้เวลามาก
Differential Backup:

สำรองไฟล์ที่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่การ Full Backup ครั้งล่าสุด
ข้อดี: กู้คืนง่ายกว่า Incremental
ข้อเสีย: ใช้พื้นที่มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
3. สื่อสำหรับการสำรองข้อมูล
External Hard Drive:

เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปหรือธุรกิจขนาดเล็ก
พกพาได้ แต่ควรระวังการสูญหายหรือเสียหายทางกายภาพ
Cloud Backup:

เก็บข้อมูลในระบบออนไลน์ เช่น Google Drive, Dropbox, หรือ OneDrive
ข้อดี: เข้าถึงได้ทุกที่
ข้อเสีย: ต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
Network Attached Storage (NAS):

เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลในเครือข่าย
ใช้งานง่ายและรองรับผู้ใช้หลายคน
Tape Backup:

ใช้เก็บข้อมูลระยะยาว
เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการความปลอดภัย
4. หลักการสำรองข้อมูลที่ดี (Best Practices)
ใช้หลัก 3-2-1 Backup Rule:

เก็บข้อมูลสำรอง 3 ชุด
ในสื่อที่แตกต่างกัน 2 ประเภท (เช่น ฮาร์ดดิสก์+คลาวด์)
และ 1 ชุดนอกสถานที่
ตั้งตารางเวลาสำรอง: เช่น สำรองข้อมูลรายวันหรือรายสัปดาห์

ตรวจสอบไฟล์สำรองเป็นประจำ: เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลสามารถกู้คืนได้

เข้ารหัสไฟล์สำรอง: เพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

5. ขั้นตอนง่าย ๆ ในการเริ่มต้นสำรองข้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ: แยกข้อมูลที่จำเป็นต้องสำรอง
เลือกวิธีสำรองที่เหมาะสม: เช่น ใช้คลาวด์หรือฮาร์ดดิสก์
กำหนดนโยบายการสำรอง: เช่น สำรองรายวันหรือรายสัปดาห์
ติดตั้งและตั้งค่าระบบสำรอง: เช่น ใช้ซอฟต์แวร์สำรองข้อมูลที่เหมาะสม
ทดสอบการกู้คืนข้อมูล: เพื่อให้แน่ใจว่าไฟล์สำรองสามารถใช้งานได้
6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
เก็บข้อมูลไว้ที่เดียว: ถ้าสถานที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ข้อมูลจะหายหมด
ไม่ตรวจสอบข้อมูลสำรอง: สำรองแล้ว แต่กู้ไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์
ลืมอัปเดตข้อมูลสำรอง: ไฟล์สำรองที่ล้าหลังก็เหมือนเก็บความทรงจำในอดีตที่ไม่มีประโยชน์
"การสำรองข้อมูลเหมือนการเตรียมร่มในวันที่อากาศดี... คุณอาจไม่ต้องใช้บ่อย แต่วันที่ฝนตก คุณจะขอบคุณตัวเองที่เตรียมไว้!"
38
Tip Service / Re: การสำรองข้อมูล (Data Backup)
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ 27/01/25 »
"สำรองข้อมูล... เรื่องใหญ่ที่เราอยากให้คุณหัวเราะก่อนปวดหัว!"
1. ทำไมต้องสำรองข้อมูล?
กันไฟล์หาย: "ฮาร์ดดิสก์พังที เหมือนโดนแฟนบอกเลิก... เสียใจแต่ต้อง Move On"
กันลบผิด: “ลบไฟล์ผิดเหรอ? ไม่มีปัญหา... ถ้าคุณสำรองไว้! ถ้าไม่... สวัสดีโลกใบใหม่”
กันไวรัส: รู้จักมั้ย แรนซัมแวร์? มันคือโจรที่บอกว่า “อยากได้ไฟล์คืน จ่ายมาสิ!”
2. สำรองยังไงให้เทพ?
Full Backup: เหมือนถ่ายรูปตอนตัวเองหล่อที่สุด เก็บไว้ดูทุกอย่างครบ!
Incremental Backup: สำรองเฉพาะที่เปลี่ยนแปลง... เหมือนเติมน้ำมันแค่พอขับ ไม่ต้องเต็มถัง
Differential Backup: เก็บเพิ่มทุกวัน เหมือนจดรายการหนี้... วันไหนลืมก็จบกัน!
3. สำรองอะไรดี?
แฟลชไดรฟ์: พกง่าย แต่ถ้าหาย? โทษแมวไปก่อน
ฮาร์ดดิสก์: ทนถึกเหมือนคนอึด แต่ถ้าเผลอหล่น... RIP ไฟล์
คลาวด์: เก็บบนฟ้า ไม่มีวันลืม... เว้นแต่ลืมรหัสผ่าน
NAS: คลังข้อมูลส่วนตัว ถ้า NAS เสีย... ก็เหมือนตู้เซฟที่ไขไม่ได้
4. หลัก 3-2-1 จำง่ายเหมือนสูตรลับ
3 สำเนา: ไฟล์เดียวเก็บ 3 ที่ เผื่อโดนผีหลอกหายหมด
2 สื่อ: ฮาร์ดดิสก์+คลาวด์ (กันตายสองชั้น เหมือนใส่หมวกกันน็อกซ้อนกัน)
1 สำรองนอกสถานที่: กันน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือแฟนงอนจนลบงาน
5. อะไรที่ไม่ควรทำ (แต่ชอบเผลอทำ)
เก็บไฟล์ในเครื่องเดียว: "ไฟล์เดียว บ้านเดียว... พังทีร้องเป็นปี"
ไม่เช็คไฟล์สำรอง: "สำรองแล้ว... แต่เปิดไม่ได้! เหมือนล็อกบ้านแล้วลืมใส่ลูกบิด"
ไม่อัปเดตข้อมูล: “สำรองไว้เมื่อปี 2010... พอเปิดมาดู เหมือนดูประวัติชาติไทย!”
6. ทิ้งท้ายแบบขำ ๆ
"สำรองข้อมูลไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ... แต่ถ้าคุณไม่ทำ เดี๋ยวก็ได้เล่นเกมชีวิต!"
"มีไฟล์สำรอง ก็เหมือนมีร่มชูชีพ... ไม่ได้ใช้บ่อย แต่ถ้าขาดไป ร่วงแน่นอน!"
"ไฟล์งานคือแฟน สำรองคือเมียน้อย... มีไว้ช่วยชีวิตตอนฉุกเฉิน!"
จำไว้! สำรองข้อมูลวันนี้ ดีกว่ามานั่งเศร้าพรุ่งนี้... เพราะคอมพังไม่ถามก่อนพัง!
39
Tip Service / Re: การสำรองข้อมูล (Data Backup)
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ 27/01/25 »
ระบบสำรองข้อมูล: จำง่าย ใช้ง่าย และรอดแน่นอน!
1. สำรองข้อมูลไปทำไม?
กันข้อมูลหาย!: ฮาร์ดดิสก์ก็เหมือนมนุษย์... แก่ตัวแล้วก็พังได้!
กันลืมตัวลบเอง: “ใครลบไฟล์นี้?” เงียบกันทั้งแผนก... นี่แหละเหตุผลที่ต้องสำรอง
กันไวรัส: แรนซัมแวร์มาที งานหายหมด! สำรองไว้ไม่โดนขู่กรรโชก
2. แบบไหนที่ควรรู้?
Full Backup: เหมือนก๊อปปี้บ้านทั้งหลัง เหนื่อยหน่อยแต่ครบ
Incremental Backup: เอาเฉพาะที่เปลี่ยนแปลง เหมือนแค่เติมน้ำแข็งในแก้วที่เหลือ
Differential Backup: คล้ายกับถ่ายรูปบ้านทุกวันหลังจากทำความสะอาด
3. สำรองที่ไหน?
External Hard Drive: ฮาร์ดดิสก์ตัวจิ๋ว สบายกระเป๋า (แต่ห้ามลืมพก)
Cloud: เก็บบนฟ้า ชัด ๆ คือไม่หาย (ยกเว้นลืมจ่ายค่าเช่า)
NAS: เหมือนห้องเก็บของส่วนตัว เชื่อมต่อได้ทั้งออฟฟิศ
เทป: ใช้เก็บระยะยาว... เหมือนกล่องภาพเก่า แต่อาจต้องเป่าให้ฝุ่นหลุดก่อนใช้
4. ขั้นตอนแบบง่าย ๆ
แยกข้อมูลสำคัญออกมา: อะไรที่ขาดไม่ได้ ก็สำรองให้หมด!
เลือกสื่อให้เหมาะสม: อย่าเก็บแค่ในแฟลชไดรฟ์นะ แค่เดินชนโต๊ะก็พังแล้ว
ตั้งเวลาสำรอง: ทำเหมือนกินข้าว เช้า-เย็นสำรองไว้จะดี
ตรวจสอบประจำ: สำรองแล้วแต่กู้คืนไม่ได้ ก็เหมือนใส่กุญแจบ้านแต่ลืมเอากุญแจไว้
5. หลัก 3-2-1 (แบบไม่งง)
3 ชุด: สำรอง 3 สำเนา เผื่อเจ๊งซ้ำ
2 ประเภท: เก็บในฮาร์ดดิสก์+คลาวด์ (กันพังคู่)
1 ชุดนอกสถานที่: กันไฟไหม้ น้ำท่วม หรือแมวพัง
6. ทิ้งท้ายแบบฮา ๆ
"ถ้าข้อมูลหาย คำถามแรกคือใครลบ... แต่ถ้าสำรองไว้ คำถามจะเปลี่ยนเป็น 'แล้วทำไมไม่สำรองให้ครบ?' "
"ระบบสำรองคือประกันชีวิตของไฟล์... ขาดไม่ได้ถ้าอยากให้ชีวิตงานสงบสุข"
สำรองวันนี้ ชีวิตพรุ่งนี้จะง่ายขึ้น!
40
Tip Service / การสำรองข้อมูล (Data Backup)
« กระทู้ล่าสุด โดย admin เมื่อ 27/01/25 »
การสำรองข้อมูล (Data Backup) เป็นกระบวนการที่สำคัญสำหรับการรักษาความปลอดภัยและความต่อเนื่องของข้อมูลในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ความเสียหายของฮาร์ดแวร์ การโจมตีจากมัลแวร์ หรือการลบข้อมูลโดยไม่ตั้งใจ การสำรองข้อมูลมีองค์ประกอบและปัจจัยที่ควรพิจารณา ดังนี้:

1. ความสำคัญของการสำรองข้อมูล
ป้องกันการสูญเสียข้อมูล: ลดความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญจะสูญหายเนื่องจากปัญหาต่าง ๆ
การกู้คืนระบบ: ช่วยให้องค์กรหรือบุคคลสามารถกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและลดเวลาหยุดชะงัก
ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมาตรฐาน: ในบางองค์กรจำเป็นต้องสำรองข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบ
2. รูปแบบของการสำรองข้อมูล
Full Backup: สำรองข้อมูลทั้งหมดในระบบ ข้อดีคือการกู้คืนรวดเร็ว แต่ใช้พื้นที่และเวลามาก
Incremental Backup: สำรองเฉพาะข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่การสำรองครั้งล่าสุด ใช้เวลาน้อยลง แต่การกู้คืนอาจซับซ้อน
Differential Backup: สำรองข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ Full Backup ล่าสุด การกู้คืนง่ายกว่า Incremental แต่ใช้พื้นที่มากกว่า
Mirror Backup: การทำสำเนาข้อมูลที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ เหมาะสำหรับข้อมูลที่ต้องการความทันสมัย
3. อุปกรณ์และสื่อในการสำรองข้อมูล
ฮาร์ดดิสก์ภายนอก (External Hard Drive): เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปหรือธุรกิจขนาดเล็ก
เซิร์ฟเวอร์สำรอง (Backup Server): ใช้ในองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยและการจัดการข้อมูลที่ดี
คลาวด์ (Cloud Backup): การเก็บข้อมูลไว้ในระบบคลาวด์ เช่น Google Drive, Dropbox, AWS หรือ Azure
เทปสำรองข้อมูล (Tape Backup): ใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการเก็บข้อมูลระยะยาว
NAS (Network Attached Storage): อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายสำหรับการสำรองข้อมูลในองค์กร
4. ขั้นตอนการสำรองข้อมูล
วิเคราะห์ความต้องการ: ระบุข้อมูลสำคัญและความถี่ในการสำรอง
เลือกวิธีและสื่อที่เหมาะสม: เลือกประเภทของการสำรองและอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการ
ตั้งค่าระบบสำรองข้อมูล: ใช้ซอฟต์แวร์หรือระบบที่เหมาะสม เช่น Acronis, Veeam, หรือ Windows Backup
กำหนดตารางเวลา: วางแผนการสำรองข้อมูล เช่น รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน
ตรวจสอบและทดสอบ: ทดสอบการกู้คืนข้อมูลเป็นระยะเพื่อให้มั่นใจว่าระบบทำงานได้อย่างสมบูรณ์
5. ข้อควรระวัง
หลีกเลี่ยงการสำรองในสถานที่เดียวกับข้อมูลต้นฉบับ: ในกรณีไฟไหม้หรือภัยพิบัติ อาจทำให้ข้อมูลทั้งหมดสูญหาย
เข้ารหัสข้อมูล (Encryption): เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
รักษาความต่อเนื่องของข้อมูล (Retention Policy): ตั้งนโยบายการเก็บรักษาข้อมูลที่ไม่จำเป็นเพื่อลดการใช้พื้นที่
ตรวจสอบอุปกรณ์สำรองข้อมูล: เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ยังทำงานได้ดี
6. แนวทางปฏิบัติที่ดี
ใช้หลักการ 3-2-1 Backup Rule:
3: สำรองข้อมูลอย่างน้อย 3 ชุด
2: เก็บไว้ในสื่อที่แตกต่างกันอย่างน้อย 2 ประเภท
1: เก็บข้อมูลสำรองไว้นอกสถานที่ 1 ชุด
การสำรองข้อมูลอย่างเหมาะสมจะช่วยให้คุณสามารถปกป้องข้อมูลสำคัญและลดผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10