ผู้เขียน หัวข้อ: การเทรดตามกลยุทธ์ "Elliott Wave" เป็นวิธีการวิเคราะห์ตลาดที่อาศัยทฤษฎีคลื่นของ R  (อ่าน 52 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 931
  • คนดีไม่เบ่ง คนเก่งไม่โม้ คนใหญ่โตไม่อวด
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
การเทรดตามกลยุทธ์ "Elliott Wave" เป็นวิธีการวิเคราะห์ตลาดที่อาศัยทฤษฎีคลื่นของ Ralph Nelson Elliott ซึ่งเชื่อว่าตลาดเคลื่อนไหวเป็นรูปแบบคลื่น (Wave) ที่สามารถคาดการณ์ได้ โดยคลื่นเหล่านี้ประกอบด้วยคลื่นกระแสหลัก (Impulse Waves) และคลื่นปรับตัว (Corrective Waves) ต่อไปนี้คือขั้นตอนการเทรดตามกลยุทธ์ Elliott Wave:

1. เข้าใจพื้นฐาน Elliott Wave
คลื่นกระแสหลัก (Impulse Waves): ประกอบด้วย 5 คลื่น (Wave 1-5) โดยคลื่น 1, 3, 5 เป็นคลื่นขึ้น ส่วนคลื่น 2 และ 4 เป็นคลื่นปรับตัวลง

คลื่นปรับตัว (Corrective Waves): ประกอบด้วย 3 คลื่น (Wave A, B, C) โดยคลื่น A และ C เป็นคลื่นลง ส่วนคลื่น B เป็นคลื่นขึ้น

2. ขั้นตอนการวิเคราะห์ Elliott Wave
ระบุคลื่น 1-5:

คลื่น 1: เริ่มต้นเทรนด์ใหม่ มักมีแรงซื้อหรือขายที่แข็งแกร่ง

คลื่น 2: ปรับตัวจากคลื่น 1 แต่ไม่ต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่น 1

คลื่น 3: คลื่นที่แข็งแกร่งที่สุด มักยาวที่สุดและมีปริมาณการซื้อขายสูง

คลื่น 4: ปรับตัวจากคลื่น 3 แต่ไม่ต่ำกว่าจุดสิ้นสุดของคลื่น 1

คลื่น 5: คลื่นสุดท้ายของเทรนด์ มักมีแรงซื้อหรือขายที่อ่อนลง

ระบุคลื่นปรับตัว A-B-C:

คลื่น A: เริ่มต้นการปรับตัวจากคลื่น 5

คลื่น B: ปรับตัวขึ้นจากคลื่น A

คลื่น C: คลื่นสุดท้ายของการปรับตัว มักยาวที่สุดและมีแรงขายหรือซื้อที่แข็งแกร่ง

3. กลยุทธ์การเทรดตาม Elliott Wave
เทรดตามคลื่นกระแสหลัก (Impulse Waves):

รอให้คลื่น 1 และคลื่น 2 เกิดขึ้น

เปิดออเดอร์ซื้อเมื่อคลื่น 3 เริ่มต้น และตั้ง Stop Loss (SL) ไว้ด้านหลังจุดสิ้นสุดของคลื่น 1

ตั้ง Take Profit (TP) ไว้ที่จุดสิ้นสุดของคลื่น 3 หรือคลื่น 5

เทรดตามคลื่นปรับตัว (Corrective Waves):

รอให้คลื่น A และคลื่น B เกิดขึ้น

เปิดออเดอร์ขายเมื่อคลื่น C เริ่มต้น และตั้ง Stop Loss (SL) ไว้ด้านหลังจุดสิ้นสุดของคลื่น B

ตั้ง Take Profit (TP) ไว้ที่จุดสิ้นสุดของคลื่น C

4. เครื่องมือช่วยวิเคราะห์
Fibonacci Retracement: ใช้เพื่อระบุจุดกลับตัวของคลื่น 2 และคลื่น 4

Moving Average: ใช้เพื่อยืนยันทิศทางของเทรนด์

Volume: ใช้เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของคลื่น 3

5. การจัดการความเสี่ยง
กำหนด Risk-Reward Ratio อย่างน้อย 1:2

ใช้ Stop Loss ทุกครั้งเพื่อป้องกันการขาดทุนใหญ่

ไม่เทรดเกิน 2-3% ของทุนต่อออเดอร์

6. ตัวอย่างการเทรด
ตัวอย่าง 1: เทรดคลื่น 3

ระบุคลื่น 1 และคลื่น 2 บนแผนภูมิ

เปิดออเดอร์ซื้อเมื่อราคาเริ่มต้นคลื่น 3

ตั้ง SL ไว้ด้านหลังจุดสิ้นสุดของคลื่น 1

ตั้ง TP ไว้ที่จุดสิ้นสุดของคลื่น 3 หรือคลื่น 5

ตัวอย่าง 2: เทรดคลื่น C

ระบุคลื่น A และคลื่น B บนแผนภูมิ

เปิดออเดอร์ขายเมื่อราคาเริ่มต้นคลื่น C

ตั้ง SL ไว้ด้านหลังจุดสิ้นสุดของคลื่น B

ตั้ง TP ไว้ที่จุดสิ้นสุดของคลื่น C

7. การทดสอบกลยุทธ์
ทดสอบกลยุทธ์บนบัญชีทดลอง (Demo Account) ก่อนนำไปใช้จริง

บันทึกผลการเทรดเพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงกลยุทธ์

สรุป
การเทรดตามกลยุทธ์ Elliott Wave ต้องอาศัยความเข้าใจในทฤษฎีคลื่นและการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ควรใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เช่น Fibonacci Retracement และ Moving Average เพื่อเพิ่มความแม่นยำ นอกจากนี้ การจัดการความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเทรด เพื่อป้องกันการสูญเสียทุนในระยะยาว

admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 931
  • คนดีไม่เบ่ง คนเก่งไม่โม้ คนใหญ่โตไม่อวด
    • ดูรายละเอียด
    • อีเมล์
การสังเกตคลื่น Elliott Wave ให้ง่ายขึ้นต้องอาศัยการฝึกฝนและความเข้าใจในรูปแบบคลื่นพื้นฐาน รวมถึงการใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ เช่น Fibonacci Retracement และ Moving Average นอกจากนี้ การเลือก Timeframe (TF) ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละ TF จะให้รายละเอียดของคลื่นที่แตกต่างกัน ต่อไปนี้คือคำแนะนำในการสังเกตคลื่น Elliott Wave อย่างง่ายๆ และการเลือก TF ที่เหมาะสม:

1. การสังเกตคลื่น Elliott Wave อย่างง่าย
คลื่น 1 (Wave 1):

มักเริ่มต้นจากจุดต่ำสุดหรือสูงสุดของเทรนด์ก่อนหน้า

มักมีแรงซื้อหรือขายที่ค่อยเป็นค่อยไป

คลื่น 2 (Wave 2):

ปรับตัวจากคลื่น 1 แต่ไม่ต่ำกว่าจุดเริ่มต้นของคลื่น 1

มักปรับตัวประมาณ 50-61.8% ของคลื่น 1 (ใช้ Fibonacci Retracement ช่วย)

คลื่น 3 (Wave 3):

คลื่นที่แข็งแกร่งที่สุด มักยาวที่สุดและมีปริมาณการซื้อขายสูง

มักมีแรงซื้อหรือขายที่รุนแรงและรวดเร็ว

คลื่น 4 (Wave 4):

ปรับตัวจากคลื่น 3 แต่ไม่ต่ำกว่าจุดสิ้นสุดของคลื่น 1

มักปรับตัวประมาณ 38.2-50% ของคลื่น 3

คลื่น 5 (Wave 5):

คลื่นสุดท้ายของเทรนด์ มักมีแรงซื้อหรือขายที่อ่อนลง

มักไม่ยาวเท่าคลื่น 3

คลื่น A (Wave A):

เริ่มต้นการปรับตัวจากคลื่น 5

มักมีแรงขายหรือซื้อที่ค่อยเป็นค่อยไป

คลื่น B (Wave B):

ปรับตัวขึ้นจากคลื่น A

มักปรับตัวประมาณ 50-61.8% ของคลื่น A

คลื่น C (Wave C):

คลื่นสุดท้ายของการปรับตัว มักยาวที่สุดและมีแรงขายหรือซื้อที่แข็งแกร่ง

2. การเลือก Timeframe (TF) ที่เหมาะสม
TF สูง (Higher Timeframe):

เช่น H4 (4 ชั่วโมง), D1 (1 วัน)

เหมาะสำหรับการวิเคราะห์คลื่นใหญ่ (Higher Degree Waves)

ให้สัญญาณที่แม่นยำกว่า แต่ต้องรอนานกว่าจะเกิดคลื่น

TF ต่ำ (Lower Timeframe):

เช่น M15 (15 นาที), M30 (30 นาที)

เหมาะสำหรับการเทรดระยะสั้นและจับคลื่นย่อย (Lower Degree Waves)

มีสัญญาณบ่อยกว่า แต่มีความผันผวนสูง

แนะนำ:

เริ่มต้นด้วย TF สูง (เช่น H4 หรือ D1) เพื่อระบุคลื่นใหญ่

ใช้ TF ต่ำ (เช่น M15 หรือ M30) เพื่อหาจุดเข้าเทรดที่แม่นยำ

3. ขั้นตอนการสังเกตคลื่นอย่างง่าย
ระบุเทรนด์หลัก:

ใช้เส้น Moving Average (MA) เช่น MA 50 หรือ MA 200 เพื่อระบุทิศทางเทรนด์

ระบุคลื่น 1-5:

คลื่น 1: เริ่มต้นเทรนด์ใหม่

คลื่น 2: ปรับตัวจากคลื่น 1

คลื่น 3: คลื่นที่แข็งแกร่งที่สุด

คลื่น 4: ปรับตัวจากคลื่น 3

คลื่น 5: คลื่นสุดท้ายของเทรนด์

ระบุคลื่นปรับตัว A-B-C:

คลื่น A: เริ่มต้นการปรับตัวจากคลื่น 5

คลื่น B: ปรับตัวขึ้นจากคลื่น A

คลื่น C: คลื่นสุดท้ายของการปรับตัว

4. ตัวอย่างการสังเกตคลื่น
ตัวอย่าง 1: คลื่น 3

คลื่น 1: ราคาเริ่มต้นเทรนด์ขาขึ้น

คลื่น 2: ราคาปรับตัวลงประมาณ 50-61.8% ของคลื่น 1

คลื่น 3: ราคาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งและมีแรงซื้อที่แข็งแกร่ง

ตัวอย่าง 2: คลื่น C

คลื่น A: ราคาเริ่มต้นปรับตัวลงจากคลื่น 5

คลื่น B: ราคาปรับตัวขึ้นประมาณ 50-61.8% ของคลื่น A

คลื่น C: ราคาเริ่มต้นลงอีกครั้งและมีแรงขายที่แข็งแกร่ง

5. เครื่องมือช่วยวิเคราะห์
Fibonacci Retracement: ใช้เพื่อระบุจุดกลับตัวของคลื่น 2 และคลื่น 4

Moving Average: ใช้เพื่อยืนยันทิศทางของเทรนด์

Volume: ใช้เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของคลื่น 3

6. สรุป
การสังเกตคลื่น Elliott Wave อย่างง่ายต้องอาศัยการฝึกฝนและความเข้าใจในรูปแบบคลื่นพื้นฐาน การเลือก TF ที่เหมาะสมจะช่วยให้การวิเคราะห์คลื่นแม่นยำขึ้น โดยแนะนำให้เริ่มต้นด้วย TF สูงเพื่อระบุคลื่นใหญ่ และใช้ TF ต่ำเพื่อหาจุดเข้าเทรดที่แม่นยำ นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะห์เช่น Fibonacci Retracement และ Moving Average จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการระบุคลื่น